ARTgazine Articles
ความรอบรู้ ในบริบทแห่งศิลปะ
Log in
Register
Gallery
  • Gallery
  • Article
  • blogART
  • About
  • Concact
 
NEW ArchivesNew ImagesTOP ImagesTop uploadersAll imagesAll comments
บทความศิลปะ ART NEWS บทความ ทั่วไป ทฤษฎี นาคปรก นาคแปลง นิทรรศการ - ข่าวประชาสัมพันธ์
Blogger writes about Thailand is ART.!Click here
About Hello Artist!
EMIL,TO aRTGAZINE contact such as for your site.Concact
 
  รศ.สมเกียรติ ตั้งนโม' ฉันเริ่มคิดฉันจึงมีอยู่อย่างมีความหมาย
   ARTgazine Articles -> Thai Artist : Life Style
View previous topic :: View next topic  
PostPosted: Tue Jul 06, 2010 12:16 pm  |Message|   Post subject: รศ.สมเกียรติ ตั้งนโม' ฉันเริ่มคิดฉันจึงมีอยู่อย่างมีความหมาย Reply with quote

"รศ.สมเกียรติ ตั้งนโม"ผู้ก่อตั้งเว็บม.เที่ยงคืน
เสียชีวิตแล้วด้วยมะเร็งลำไส้ ตั้งสวดศพวัดพระสิงห์

โดย :มติชน วันที่ 06 กรกฎาคม พ.ศ. 2553


ผู้สื่อข่าวรายงานเมื่อวันจที่ 6 ก.ค.ว่า รองศาสตราจารย์ สมเกียรติ ตั้งนโม คณบดีคณะวิจิตรศิลป์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ผู้ก่อตั้งและอดีตบรรณาธิการเว็บไซต์มหาวิทยาลัยเที่ยงคืน ได้เสียชีวิตลงแล้ว เมื่อเวลา 05.00 ที่ผ่านมา ด้วยโรคมะเร็งลำไส้โดยจะมีการตั้งสวดพระอภิธรรมศพที่วัดพระสิงห์ จังหวัดเชียงใหม่ ระหว่างวันที่ 7-9 ก.ค. นี้ ก่อนที่จะมีพิธีฌาปนกิจ 10 ก.ค.

ทั้งนี้ รศ.สมเกียรติ ได้รักษาตัวจากโรคมะเร็งลำไส้มาระยะใหญ่แล้ว ก่อนจะมาเสียชีวิตลง โดยผลงานก่อนหน้านี้ เคยเป็นนักวิชาการที่เคลื่อนไหวทางสังคมมาโดยตลอด



รศ.สมเกียรติ มีผลงานทางวิชาการเล่มสำคัญคือ "มองหาเรื่อง: วัฒนธรรมทางสายตา"

ก่อนหน้านี้ เมื่อวันที่ 16 ก.พ. 2552 ที่ผ่านมา คณาจารย์ บุคลากร และศิษย์เก่าคณะวิจิตรศิลป์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ (มช.) กลุ่มหนึ่ง ได้เคยออกแถลงการณ์เรียกร้องให้สภามหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ดำเนินการถอดถอน รศ.สมเกียรติ ออกจากตำแหน่งคณบดีคณะวิจิตรศิลป์ มช. หลัง รศ.สมเกียรติ ร่วมลงชื่อสนับสนุนการแก้ไขกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ (ม.112) อย่างไรก็ตาม รศ.สมเกียรติ ยังได้รับความไว้วางใจให้ดำรงตำแหน่งคณะบดีคณะวิจิตรศิลป์อยู่ตราบจนกระทั่งเสียชีวิต

////////////////////////////////////////


สมเกียรติ ตั้งนโม กับโครงการทางการเมืองที่ยังไม่เสร็จ
เรื่อง : อุทิศ อติมานะ


ชีวิตนั้นไร้สาระ ว่างเปล่า ผ่านมาแล้วก็ผ่านมา ที่เหลืออยู่เป็นเพียง “ความทรงจำ” เกี่ยวกับการกระทำที่ผ่านมาเมื่อครั้งยังมีชีวิตอยู่ สมเกียรติ ตั้งนโม อีกชีวิตหนึ่งที่จากไป แต่ก็ยังอยู่ใน “ความทรงจำสาธารณะ” ที่สำคัญอีกบทหนึ่งของสังคมไทย เป็นความทรงจำสาธารณะถึงชีวิตหนึ่งที่มีอุดมการณ์เพื่อ “ผลประโยชน์สาธารณะ” มีความมุ่งมั่น ทุ่มเท มีวินัยอย่างคงเส้นคงวาตลอดชีวิตที่ผ่านมา ที่ลุกขึ้นต่อสู้กับความไม่เสมอภาค ความไม่รู้ ความไม่ยุติธรรม ความไม่ชอบธรรม ฯลฯ ในสังคมไทยและโลก ดูเหมือนว่าพันธกิจนี้จะยังคงเป็น “งานที่ไม่เสร็จ”

ความเป็นสมเกียรติ ตั้งนโม เริ่มต้นจากความไม่เสมอภาค ความไม่รู้ ในวงการศิลปะ จากปัญหาดังกล่าวผลักดันเขาให้สร้างสรรค์ผลงานแปล เรียบเรียง และบทความ เกี่ยวกับความรู้ขั้นสูงร่วมสมัยในศาสตร์ศิลปะและสาขาที่เกี่ยวข้องต่างๆ อย่างมากมาย ด้วยความเชื่อส่วนตัวที่ว่า ความคิดเชิงวิจารณ์เพื่อผลประโยชน์สาธารณะ และความคิดสร้างสรรค์เพื่อสร้างสังคมที่มีความเป็นธรรม ชอบธรรม จะเกิดขึ้นไม่ได้เลย ถ้าคนไทยส่วนใหญ่ยังคงปราศจากความรอบรู้ในศาสตร์ขั้นสูงสาขาต่างๆ ซึ่งความรู้เหล่านั้นส่วนใหญ่ ยังคงอยู่ในโลกของผู้ใช้ภาษาอังกฤษ แม้ว่าเขาจะไม่ได้ถูกฝึกฝนมาให้เป็นนักแปลมืออาชีพก็ตาม หรือแม้ว่าเขาจะไม่เคยได้รับค่าจ้างแปลใดๆ ตลอดช่วงเวลากว่า 20 ปีที่ผ่านมาก็ตาม แต่เขาสามารถผลิตผลงานแปลและเรียบเรียง หนังสือวิชาการขั้นสูงในสาขาต่างๆ มากมายกว่าร้อยเล่มอย่างต่อเนื่อง เขาเริ่มจากการแปลและเรียบเรียงตำราวงการศิลปะ ค่อยๆก้าวมาสู่การเขียน การแปล และเรียบเรียงตำราในวงการมนุษยศาสตร์ สังคมศาสตร์ และวิทยาศาสตร์


ต่อมาเขาริเริ่มโครงการเสวนา “ศิลปะ ปรัชญา และวิทยาศาสตร์” ราว 10 ปีที่ผ่านมา ด้วยความเชื่อที่ว่า เมื่อคนไทยมีความรอบรู้ขั้นสูงในสาขาต่างๆ เชิงบูรณาการที่มากพอ จะนำมาสู่การสามารถวิเคราะห์ รู้เท่าทัน ความไม่เป็นธรรมในสังคมไทยที่มีความซับซ้อน ซ่อนรูป สามารถเข้าใจปัญหาสังคมระดับโครงสร้างเหตุปัจจัยต่างๆ ระดับแนวคิดเชิงทฤษฏี โดยผ่านเวทีเสวนาที่เขาริเริ่มขึ้น เพื่อสร้างชุมชนวิชาการที่มีความเป็นสหวิทยาการ ร่วมกันผลิต “แนวคิดเชิงวิพากษ์สังคม” ผ่านมุมมองของศาสตร์และความเห็นของบุคคลที่หลากหลาย เพื่อให้เกิดชุมชนนักวิชาการที่ไม่มีแรงจูงใจเพื่อรับใช้อำนาจของคนบางกลุ่ม แต่รับใช้ “ผลประโยชน์สาธารณะอย่างไม่มีเงื่อนไข” เพื่อสร้างพลังการต่อรอง ต่อต้าน ประท้วง ทั้งทางตรงทางอ้อม ฯลฯ ต่อความไม่เสมอภาค ความไม่ยุติธรรม ความไม่ชอบธรรมต่างๆ ในสังคมไทยและโลก


จากความเป็นนักทฤษฏี สู่ความเป็น “นักปฏิบัติการทางการเมืองภาคประชาชน” สมเกียรติเข้าร่วมกับกัลยาณมิตรที่มีอุดมการณ์ร่วมคล้ายกัน ก่อตั้งมหาวิทยาลัยเที่ยงคืน เป็นมหาวิทยาลัยทางเลือกเพื่อสรรค์สร้างปฏิบัติการทางการเมืองภาคประชาชน เน้นการแก้ปัญหาสังคมไทยระดับ “แนวคิดเชิงวิพากษ์” ที่ตรงไปตรงมา มีเหตุผล วิจารณ์เท่าที่จำเป็นเพื่อประโยชน์สาธารณะในแต่ละจังหวะเวลา อย่างไม่มีเงื่อนไข อาทิ มีการออกแถลงการณ์ให้ข้อคิดเชิงหลักการต่อเหตุการณ์ทางการเมืองไทยอย่างต่อเนื่อง มีการทำสงครามเพื่อสัญลักษณ์ ฯลฯ รวมทั้งมีการต่อยอดพัฒนาชุมชนมหาวิทยาลัยเที่ยงคืนสู่โลกอินเทอร์เน็ต มันทำให้มหาวิทยาลัยเที่ยงคืนกลายเป็นชุมชนวิชาการไทยที่สร้างการมีส่วนร่วมอย่างกว้างขวาง และทรงอิทธิพลในสังคมไทยต่อมา ซึ่งสมเกียรติมีบทบาทสำคัญอย่างมากในฐานะผู้รับผิดชอบเว๊ปไซด์ของมหาวิทยาลัยเที่ยงคืน


แน่นอนที่สุด ชีวิตนั้นว่างเปล่า ไร้สาระ ชั่วคราว แต่อย่างน้อย สมเกียรติ ก็ได้ท้าทาย “กฎแห่งความไร้สาระของชีวิต” สู่การทำให้ชีวิตของเขาที่ผ่านมา “มีสาระบางประการท่ามกลางความว่างเปล่า” เป็นสาระแห่งชีวิตที่ถูกใช้อย่างทุ่มเท จริงจัง มีวินัย ฯลฯ เพื่อตอบสนองคุณค่าความจริง ความดี ความงาม อย่างปราศจากเงื่อนไข ซึ่งเป็นหลักการพื้นฐานของอารยธรรมมนุษย์ เพื่อต่อสู้กับความไม่รู้ ความไม่เสมอภาค ไม่ยุติธรรม ไม่ชอบธรรม ความไร้ระเบียบ ฯลฯ ในสังคม “ความเป็นสมเกียรติ ตั้งนโม” น่าจะกลายเป็น “ความทรงจำสาธารณะ” อีกบทหนึ่งที่ควรค่าต่อการจดจำ และส่งต่อผ่านคนรุ่นหลัง เพื่อเป็นแรงบันดาลใจให้สืบต่อบทบาทการเมืองภาคประชาชน แนวคิดเชิงวิพากษ์ และการสร้างชุมชนวิชาการของสังคม ที่ร่วมกันผลิตสื่อทางเลือก คอยเฝ้าระวัง “มุมมืด” ที่มีในตัวเราทุกคน เพื่อร่วมตั้งคำถามใหม่ๆ เกี่ยวกับ “ผลประโยชน์สาธารณะ” อย่างต่อเนื่อง จริงจัง ทุ่มเท เป็นสงครามที่ยังไม่ยุติ


เรื่อง : อุทิศ อติมานะ
By : http://www.midnightuniv.org
Finearts: http://www.finearts.cmu.ac.th/25530706
Facebook : http://www.facebook.com/pages/somkiet-tongnamo/142298059117260#!/pages/somkiet-tongnamo/142298059117260?v=wall



***************
บทความที่เกี่ยวข้อง :
-- อะไรคือวัฒนธรรมทางสายตา?

Last edited by newspaper on Sat Jul 17, 2010 3:15 pm; edited 1 time in total

supreme

supreme  Author newspaper  Joined: 16 Nov 2005 Posts: 1258
PostPosted: Sat Jul 17, 2010 3:07 pm  |Message|   Post subject: FINE ARTS สมเกียรติ ตั้งนโม ฉันเริ่มคิด ฉันจึงมีอยู่ Reply with quote

FINE ARTS
สมเกียรติ ตั้งนโม
ฉันเริ่มคิด ฉันจึงมีอยู่

คนในวัฒนธรรม
เรื่อง : ชมวง พฤกษาถิ่น
ตีพิมพ์ในเว็บไซต์ : สยามรัฐ วันเสาร์ ที่ 17 กรกฏาคม 2553

นักศึกษาศิลปะตระหนักว่าเมื่อฉันเริ่มคิดฉันจึงมีอยู่อย่างมีความหมายในฐานะศิลปินคนหนึ่ง



การกำเนิดวารสาร FINE ARTS คณะวิจิตรศิลป์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ มีรองศาสตราจารย์ สมเกียรติ ตั้งนโม นั่งเป็นคณบดีและบรรณาธิการบริหาร พร้อมทีมงานคณาจารย์วารสาร นอกจากจัด ทำขึ้นเป็นสื่อกลางกิจกรรมด้านการศึกษาศิลปะ การวิจัย และการทำนุบำรุงศิลปวัฒนธรรมของคณะแล้ว ยังรวมถึงกิจกรรมบุคคลภายนอกที่สนใจเรื่องคุณค่าทางศิลปะและสุนทรียภาพอีกด้วย

FINE ARTS เป็นวารสารฉบับหนึ่งที่อาจารย์สมเกียรตินั่งในฐานะบรรณาธิการบริหาร ได้สร้างผลงานไว้ตั้งแต่ฉบับแรกถึงฉบับที่ 7 ปัจจุบัน (เมษายน - มิถุนายน) ก่อนถึงแก่กรรมด้วยโรคมะเร็งเมื่อเร็วๆ นี้ เซ็กชั่นศิลปวัฒนธรรม- สยามรัฐรายวัน ขอแสดงอาลัยมา ณ ที่นี้

วารสารเล่มนี้ เป็นความตั้งใจของท่านที่ต้องการนำเสนอข่าวและเนื้อหาข้อมูลบทความวิชาการทางศิลปวัฒนธรรมที่มีคุณค่าต่อประโยชน์ทางวิชาการ (ยินยอมสละลิขสิทธิ์) ให้กับสังคมไทย รวมถึงความเคลื่อนไหวการจัดแสดงนิทรรศการศิลปะหอศิลป์ม.เชียงใหม่ และภายนอก ดังที่เขียนถ้อยคำแถลงตอนหนึ่งในฉบับปฐมฤกษ์เดือนสิงหาคม 2 ปีที่แล้ว

“ข่าวหอศิลป์/ข่าววิจิตรศิลป์ (ฉบับปฐมฤกษ์) นี้ ตั้งใจให้เป็นส่วนหนึ่งของนโยบายหอศิลป์มีชีวิต และ กระฉับกระเฉง (lively art museum) ซึ่งก่อนหน้านี้ร้างผู้คนมานาน กล่าวคือกิจกรรมและนิทรรศการศิลปะต่างๆ จัดแสดงที่หอศิลป์ม.เชียงใหม่ในหลายปีที่ผ่านมานั้น นับจากวันเปิดงานนิทรรศการศิลปะแล้วก็แทบจะไม่มีผู้คนเข้าชมผลงานอีกเลย ทำให้เกิดความสิ้นเปลืองและไม่บรรลุวัตถุประสงค์ของการจัดตั้งหอศิลป์เท่าที่ควร ด้วยเหตุนี้คณะกรรมการหอศิลป์ ภายใต้มหาวิทยาลัยในกำกับจึงมีความคิดที่จะปรับปรุงเรื่องกาย ภาพ สภาพแวดล้อม รวมทั้งเนื้อหาสาระเกี่ยวกับหอศิลป์ให้มีพลวัตมากขึ้น”

อาจารย์สมเกียรติ ถ่ายทอดให้เห็นในแง่กายภาพและสภาพแวดล้อม ควรจัดให้มีการแสดงผลงานศิลปะและกิจกรรมต่างๆ ที่เกี่ยวข้องโดยเน้นให้กิจกรรมและนิทรรศการของหอศิลป์ สื่อสารกับผู้คนเป็นที่รับรู้และ เข้าใจได้ด้วยการติดป้ายชื่อผลงาน พร้อมคำอธิบายงานตามมาตรฐาน นอกจากนี้ยังจัดให้มีการอภิปรายถึงผลงานศิลปะที่จัดแสดงด้วยทุกครั้ง เพื่อสร้างบรรยากาศแห่งการเรียนรู้ และบันเทิงการศึกษา (edutainment) อันเป็นคุณภาพชีวิตของผู้เข้าร่วมงาน

นอกจากนี้ ยังได้มีการปรับปรุงเว็บไซต์ของหอศิลป์ www.finearts.cmu.ac.th ให้บรรจุเรื่องราวเกี่ยว กับศิลปะ ประวัติศิลปิน ข่าวนิทรรศการ ศิลปะทั่วโลก เพื่อเผยแพร่บนไซเบอร์สเปซ ส่วนข่าวหอศิลป์ / ข่าววิจิตรศิลป์ถือเป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรมข้างต้น โดยมีพันธกิจเพื่อสื่อสารกับผู้คนในแวดวงม.เชียงใหม่ สถาบันสอนศิล ปะต่างๆ ทั่วประเทศ ตลอดรวมถึงโรงเรียนในกลุ่มเป้าหมายและสื่อมวลชน ทั้งส่วนกลางและส่วนภูมิภาค เพื่อ ให้ทราบถึงกิจกรรมของหอศิลป์, คณะวิจิตรศิลป์, และมหาวิทยาลัยเชียงใหม่

ท่านได้สะท้อนถึงความเป็นศูนย์กลางการคมนาคมในตัวเมืองเชียงใหม่ “ถนนนิมมานเหมินทร์ จังหวัดเชียงใหม่ ถือเป็นเส้นทางคมนาคมที่สำคัญสำหรับนักท่องเที่ยวที่เดินทางมาจากส่วนกลาง ครึ่งของความยาวของถนนสายนี้ ตั้งแต่โรงแรมอมารี รินคำ จนถึงสามแยกหอประชุมมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ถือได้ว่าเป็นถนน สายบันเทิงที่สำคัญของเชียงใหม่ ซึ่งมีร้านรวงต่างๆ มากมายสำหรับการช็อปปิ้ง ร้านอาหาร และร้านกาแฟ

ส่วนอีกครึ่งหนึ่ง จากสามแยกหอประชุมฯ จนถึงสาธารณสุขกลับเงียบเหงา ร้างผู้คน และบริเวณลานโล่งของหอศิลป์มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ กลายเป็นเพียงที่จอดรถ จากนี้ไปเราพยายามที่จะปรับปรุงให้ช่วงถนนส่วนนี้เป็นแหล่งของคุณภาพชีวิต ควบคู่ไปกับบันเทิง การศึกษา ซึ่งหวังเป็นอย่างยิ่งว่าความคิด ความฝันเหล่านี้จะเป็นจริงขึ้นมาได้ก็ด้วยการประสานความร่วมมือกันทุกฝ่าย”

นี่เป็นเพียงส่วนหนึ่งในถ้อยคำแถลงของการเปิดตัววารสารเล่มแรก เพื่อที่ปลุกหอศิลป์ม.เชียงใหม่ขึ้น มามีชีวิตคู่ขนานไปกับถนนสายบันเทิง ซึ่งมิเพียงที่กล่าวมานี้ท่านยังได้สะท้อนพลวัตของสังคมในบางประการ ในบทบรรณาธิการบริหาร ฉบับที่ 3 ว่า

กระบวนการกล่อมเกลาทางสังคม (socialization) หรือ “การทำให้เป็นสังคม” ในแต่ละภูมิภาคของโลกถือเป็นสิ่งสำคัญในการกำหนดให้เยาวชนที่จะเติบโตขึ้นมาเป็นพลังของสังคมในอนาคตว่า จะเป็นคนเช่นไรทั้งนี้ขึ้นอยู่กับสติปัญญาหรือวาทกรรมนำ (hegemonic discourse) ของสังคมนั้นๆ ว่าวางอยู่บนฐานคิดและกระบวนทรรศน์แบบใด และมีกลไกการปฏิบัติการทำให้เป็นรูปธรรมขึ้นมาได้อย่างไร?

ข้อความในย่อหน้าแรกนี้ ได้ผุดขึ้นมาในใจของผู้เขียน เหตุเพราะได้มีโอกาสร่วมเปิดงานศิลปกรรมเด็กโลก (มูลนิธิยุวพัฒน์) ณ หอศิลป์ ม.เชียงใหม่ เมื่อต้นเดือนตุลาคมที่ผ่านมา ในนิทรรศการได้รวบรวมและนำ เสนอผลงานศิลปะเด็กจากทุกมุมโลก ไม่น้อยกว่าหนึ่งพันชิ้น ภัณฑารักษ์ศิลปะ (curator) เด็กปีนี้ (ผศ.สม พร รอด บุญ วจศ.มช.) ได้จัดหมวดหมู่ผลงานเด็กจำนวนมาก แบ่งเป็นแต่ละประเทศ ทำให้เห็นภาพชัดว่า

“…เมื่อตอนเป็นเด็ก เราต่างเริ่มต้นที่คุณภาพทางศิลปะที่เท่าๆ กัน แตกต่างเพียงแค่เนื้อหาและบริบทแวดล้อมของสังคมเท่านั้น เด็กเอเชีย ยุโรปและอเมริกา ไม่ว่าจะมาจากบังคลาเทศ อินโดนีเซีย จีน ไทย อังกฤษ อเมริกา ออสเตรเลีย ฯลฯ ต่างนำเสนอผลงานและรูปแบบการเขียนภาพที่สะท้อนสิ่งใกล้ตัวอย่างอิสระคล้าย คลึงกัน ฝีไม้ลายมือหรือสีสันก็ไม่แตกต่างกันมากนัก คำถามคือ หลังจากนั้นทำไมบางประเทศจึงเดินทางไปถึงดวงดาว บางประเทศจึงมีความเชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีและอิเล็กทรอนิกส์ ส่วนบางประเทศยังคงมีชีวิตเหมือนเดิม”

กระบวนการกล่อมเกลาทางสังคม เริ่มต้นจากบ้าน วัด โรงเรียน สื่อ สถาบัน ทางการเมือง และองค์ ประกอบธรรมชาติอื่นๆ ล้วนเป็นจักรกลใหญ่ในการผลิต คน ของสังคม กระบวนการทำให้เป็น สังคม เหล่านี้ ได้ คลอด ผลผลิตของตนออกมาตามแนวคิดและปรัชญาหลักของสังคม และปั้นแต่งประชากรขึ้นมาให้มีอุปนิสัย ใจคอ ความเชื่อ และโลกทัศน์ที่ผิดแผกจากกันในด้านหนึ่ง สิ่งเหล่านี้คือความงดงามในความหลากหลาย

ส่วนในอีกด้านหนึ่ง สะท้อนถึงความยากจน และเป็นคนไร้สิทธิ์โดยไม่คิดทวงถาม, ทำไมถึงเป็นเช่น นั้น? งานศิลปะเด็กโลกครั้งนี้ ฉุดให้เราฉุกคิดในเชิงปฏิกิริยาและกลับมาทบทวนว่า “เราจะนำพาปัจจุบันไปสู่อนาคตอย่างไร?”
อีกตอนหนึ่ง กล่าวถึงบทบาทคณะวิจิตรศิลป์ ในฐานะส่วนหนึ่งขององค์ประกอบใหญ่ของสถาบัน รวม ถึงหอศิลป์ที่อยู่ในการดูแล จึงมุ่งเปลี่ยนแปลงและนำเสนอกิจกรรมที่ตนถนัดขึ้นมา ตอบรับอย่างสอดคล้องโดยการริเริ่มกิจกรรมใหม่ๆ ในการเสริมสร้างบรรยากาศของความเปลี่ยนแปลง เริ่มจากจิตรกรรมฝาผนัง ขนาดใหญ่ ขนาด 15 เมตร 2 ภาพ.ภาพแรกเป็นการจำลองจิตรกรรมฝาผนังวัดภูมินทร์จังหวัดน่าน เพื่อตั้งหลักว่า เรามีรากเหง้าและอัตลักษณ์ของตนเช่นไร

ส่วนภาพที่สอง เป็นการรวบรวมผลงานปรมาจารย์ทางด้านศิลปะตะวันตกมาจัดองค์ประ กอบไว้ในภาพเดียวกัน เพื่อสะท้อนว่าเราเดินทางผ่านเส้นทางอะไรมาบ้าง

รศ.สมเกียรติ เขียนบทบรรณาธิการช่วงท้ายๆ ในฉบับเดียวกันนี้ “ในฐานะปัจเจกศิลปิน.คำกล่าวนี้ถือเป็นหลักไมล์แรกของการเปลี่ยนผ่าน จากยุคศรัทธา (ในศาสนา) ไปสู่ยุคแห่งเหตุผล (the age of Reason) (วิทยาศาสตร์) ในโลกตะวันตก เพื่อต้องการให้นักศึกษาศิลปะตระหนักว่า เมื่อฉันเริ่มคิด ฉันจึงมีอยู่ (อย่างมีความหมาย-ในฐานะศิลปินคนหนึ่ง) ในห้วงของการเปลี่ยนผ่านทั้งหมด”

supreme

supreme  Author newspaper  Joined: 16 Nov 2005 Posts: 1258
PostPosted: Thu Jul 29, 2010 9:54 am  |Message|   Post subject: “ความรู้” ในแบบสมเกียรติ ตั้งนโม แห่ง ม.เที่ยงคืน Reply with quote

“ความรู้” ในแบบสมเกียรติ ตั้งนโม แห่ง ม.เที่ยงคืน
เรื่อง :สมชาย ปรีชาศิลปกุล
โดย : ประชาไท หนังสือพิมพ์ออนไลน์ Thu, 2010-07-22 22:01


สมเกียรติ ตั้งนโม อาจไม่ได้เป็นปัญญาชนชื่อเสียงโด่งดังคับบ้านคับเมือง แต่ในท่ามกลางบรรดาผู้สนใจใฝ่หาความรู้ รวมถึงผู้ที่สนใจความเคลื่อนไหวทางการเมืองจำนวนไม่น้อยคงเคยได้ยินชื่อของเขาบ้างในฐานะบุคคลหนึ่งที่มีส่วนอย่างสำคัญ ทั้งในแง่ของการสร้างฐานความรู้ที่ทันสมัยและกว้างขวางบนสื่ออินเตอร์เน็ตจากการก่อตั้งเว็บไซต์มหาวิทยาลัยเที่ยงคืน (http://www.midnightuniv.org) และในฐานะสมาชิกคนสำคัญของมหาวิทยาลัยเที่ยงคืน ซึ่งมีส่วนร่วมต่อการเคลื่อนไหวทางการเมืองในประเด็นที่มุ่งเน้นถึงสิทธิเสรีภาพของประชาชน และการสร้างสังคมประชาธิปไตยมาอย่างต่อเนื่อง
สมเกียรติ ได้จากพวกเราทั้งหมดไปอย่างสงบแล้วเมื่อเช้าวันอังคารที่ 6 กรกฎาคม 2553 (6 เดือนตั้งแต่ได้บอกผมว่ามีก้อนอะไรกลมๆ อยู่ที่ตรงท้องของเขา) โดยได้ทิ้งอะไรหลายอย่างไว้ให้เป็นอนุสติแก่พวกเราทั้งในด้านที่ควรนำมาไตร่ตรอง ขบคิด

เฉพาะอย่างยิ่งในด้านของ “ความรู้” อันเป็นสิ่งที่อาจกล่าวได้ว่าเป็นสิ่งที่มีความหมายและความสำคัญเป็นอย่างมากในช่วงการมีชีวิตอยู่ของอาจารย์สมเกียรติ

เขาเป็นคนที่แสดงให้เห็นถึงความกระตือรือร้นในการแสวงหาความรู้อย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย ใครที่เป็นคนใกล้ชิดคงจะได้ฟังเรื่องราวทางวิชาการใหม่ๆ จากปากของอาจารย์สมเกียรติอย่างสม่ำเสมอ โดยเฉพาะอย่างยิ่งภายหลังจากที่ได้อ่านงานหรือรับฟังการบรรยาย อภิปรายใดๆ เสร็จและมีความประทับใจ จนทำให้เราต้องไปติดตามอ่านงานที่ได้ถูกกล่าวถึง

อาจารย์สมเกียรติเป็นคนที่สนใจในการแปลงานวิชาการอย่างยิ่ง จะเห็นได้ว่างานจำนวนมากของเขาเป็นผลงานการนำความรู้จากตะวันตกมาสู่สังคมไทยอันเป็นสังคมที่ไม่ค่อยให้ความสำคัญกับความรู้มากเท่าไหร่ ความใฝ่ฝันของเขาซึ่งยังไม่ประสบความสำเร็จก็คือ การจัดตั้งโครงการแปลตาม “อำเภอใจ” เขาได้ขอให้ผมลองช่วยหาทุนมาสนับสนุนการแปลที่จะขึ้นอยู่กับความพึงพอใจของเขาโดยไม่มีการกำหนดเนื้อหาเอาไว้ล่วงหน้า

ซึ่งแน่นอนว่าคงยากจะหาแหล่งทุนใดมาสนับสนุนได้เป็นอย่างแน่แท้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุคที่แหล่งทุนทั้งจากภายในและภายนอกประเทศก็ล้วนต้องอยู่ภายใต้ระบบการควบคุมคุณภาพเฉกเช่นโรงงานผลิตปลากระป๋อง การให้ทุนจึงเต็มไปด้วยเงื่อนไข ข้อตกลง คำถามการวิจัย หรืออะไรประมาณนี้ที่ชัดเจน

(แม้จะไม่มีใครให้การสนับสนุนต่อโครงการแปลตามอำเภอใจ แต่อาจารย์สมเกียรติในเวลาก่อนหน้าเป็นคณบดีคณะวิจิตรศิลป์และก่อนที่จะรู้ตัวว่าป่วยเป็นโรคมะเร็ง ก็ยังทำงานแปลอย่างสม่ำเสมออย่างน้อยวันละ 6 หน้า)

แต่ความรู้ชนิดไหนที่อาจารย์สมเกียรติสนใจ

เขาให้ความสำคัญกับความรู้ในแบบที่สังคมกระแสหลักไม่สู้จะให้ความสนใจ ความรู้ในแบบที่แตกต่างจากกระแสหลัก ความรู้ที่เป็นการโต้แย้ง หรือแม้กระทั่งเป็นอริกับความรู้กระแสหลักคือสิ่งที่เขาให้ความสนใจเป็นอย่างมาก เมื่อผมได้พูดถึงแนวคิดเรื่องการดื้อแพ่งต่อกฎหมายเมื่อประมาณ 10 ปีที่แล้วในยามที่เพิ่งรู้จักกัน อาจารย์สมเกียรติให้ความสนใจเป็นอย่างมาก ซึ่งต่อมาในภายหลังจึงเข้าใจว่าเพราะอยู่ในทิศทางของความรู้ที่เขาสนใจ

หากมีเวลาลองไล่เรียงงานของอาจารย์สมเกียรติ บางคนที่ไม่คุ้นเคยอาจมึนงงอยู่บ้างกับงานเขียนหลายชิ้น เช่น แนวคิดหลังอาณานิคม (Post-colonialism), ความรู้ช้า (Slow knowledge), ลิขซ้าย (Copyleft), วัฒนธรรมทางสายตาหรือ Visual Culture (สำหรับเรื่องนี้เข้าใจว่าเป็นประเด็นที่อาจารย์สมเกียรติมีความภาคภูมิใจเป็นอย่างยิ่งในการนำเสนอ ตอนที่เริ่มอ่านเริ่มแปลเรื่องนี้ใหม่ๆ ทุกครั้งในการวิเคราะห์ปรากฏการณ์ต่างๆ ไม่ว่าการเมือง สังคม วัฒนธรรม การช้อปปิ้ง การแต่งกาย ล้วนจะต้องมีแนวการวิเคราะห์แบบ Visual Culture โผล่มาด้วยทุกครั้ง)

เขามีความสุขกับการเดินทางไปในโลกแห่งความรู้ การอ่านและการคิดของเขาไม่ใช่เพียงเพราะต้องทำหน้าที่ถ่ายทอดความรู้ให้แก่ลูกศิษย์ เราทุกคนที่อยู่ใกล้ชิดคงตระหนักดีได้ว่าการทำงานของอาจารย์สมเกียรติคือชีวิตที่เต็มไปด้วยความเพลิดเพลิน (ทั้งนี้ความสำราญใจประการหนึ่งที่รับรู้กันดีก็คืออาหารมันๆ ประเภทข้าวขาหมู หรืออะไรที่มีรสหวานจัด ตบท้ายด้วยเป๊ปซี่เย็นๆ) แม้ว่าเวลาทำงานอย่างเพลิดเพลินของเขาอาจไม่เหมือนมนุษย์ธรรมดาทั่วไปมากเท่าไหร่ เว็บไซต์มหาวิทยาลัยเที่ยงคืนนั้นเป็นการลงแรงของอาจารย์สมเกียรติในห้วงเวลาที่มนุษย์ต่างพากันนอนพักผ่อนเป็นส่วนใหญ่ ตั้งแต่หลังเที่ยงคืนมาจนถึงเกือบรุ่งสาง

แต่ไม่ใช่เพียงเพื่อตอบสนองต่อความกระหายอยากในความรู้ อาจารย์สมเกียรติยังให้ความสำคัญกับการใช้ความรู้ในการสนับสนุนคนตัวเล็กๆ ในสังคมให้ยืนหยัดขึ้นต่อสู้เพื่อความเป็นธรรม เขาจึงมิได้เพียงนั่งป่าวประกาศสัจธรรมอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์เท่านั้น มีโครงการหลายอย่างที่ถูกเสนอขึ้นในระหว่างพวกเรา (มหาวิทยาลัยเที่ยงคืน) นำอาจารย์สมเกียรติออกไปในสถานที่ต่างๆ บ้านกรูด บ่อนอก ที่ประจวบคีรีขันธ์ เขื่อนปากมูล อุบลราชธานี สหภาพแรงงานที่นิคมอุตสาหกรรมลำพูน บ้านปางแดง เชียงใหม่ และอีกหลายแห่ง อันทำให้เกิดความรู้ความเข้าใจที่กว้างขวางมากขึ้น

การเผยแพร่ความรู้ต่อสังคมนับเป็นอีกเรื่องที่มีความสำคัญ สมเกียรติได้แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นต่อการคิดและพูดอย่างเสรีมากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ จึงไม่ต้องแปลกใจที่ในเว็บไซต์มหาวิทยาลัยเที่ยงคืนเขาได้ประกาศไว้อย่างชัดเจนว่าสามารถนำบทความไปใช้ประโยชน์ได้อย่างเต็มที่ภายใต้ระบบ Copyleft (อันเป็นสิ่งที่ตรงกันข้ามกับ Copyright)

โดยที่แทบไม่ต้องกล่าวถึงการต่อสู้อำนาจทางการเมือง อันเป็นบทบาทที่เห็นได้บ่อยครั้งแม้ว่าความเห็นของอาจารย์สมเกียรติอาจไม่เหมือน แตกต่าง หรือแม้กระทั่งอยู่ตรงกันข้ามกับเสียงส่วนใหญ่หรือเสียงของผู้มีอำนาจก็ตาม จึงไม่ต้องแปลกใจที่เขาจะเป็นคนหนึ่งที่สนับสนุนให้มีการยกเลิกกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ (อันนำมาสู่การกล่าวหาว่าเขาไม่จงรักภักดีภายหลังดำรงตำแหน่งคณบดีคณะวิจิตรศิลป์ แทบไม่น่าเชื่อว่าข้อกล่าวหานี้สามารถทำงานได้แม้ภายในสถาบันการศึกษาระดับสูงของสังคม) ไม่ใช่ด้วยเหตุผลว่าต้องการล้มล้างสถาบันกษัตริย์แต่เป็นเพราะกฎหมายนี้ได้ทำให้คนต้องปิดปากและถูกปิดปากอย่างไม่เป็นธรรมจากอำนาจรัฐ

เมื่อถูกอำนาจรัฐสั่งปิดเว็บไซต์มหาวิทยาลัยเที่ยงคืน อาจารย์สมเกียรติเลือกที่จะต่อสู้ด้วยกระบวนการทางกฎหมายมากกว่าจะไปแอบเปิดเว็บไซต์ในชื่ออื่นเพื่อหลบหลีกการตรวจจับของรัฐบาล แม้การกระทำในแบบหลังจะง่ายกว่ามากนัก แต่เพื่อยืนยันถึงความถูกต้องและเสรีภาพในการแสดงความเห็น แม้อาจลำบากมากกว่าก็เป็นทางที่อาจารย์สมเกียรติได้เลือก

ความกล้าหาญในการยืนยันถึงสิ่งที่เป็นความถูกต้องจากความรู้จึงมีความสำคัญไม่น้อยไปกว่าตัวความรู้นั้นด้วย
ชีวิตของอาจารย์สมเกียรติจึงควบคู่ไปกับความรู้ แต่ความรู้ของอาจารย์สมเกียรติจึงไม่ใช่เป็นการพร่ำบ่นในชั้นเรียนเพื่อนำไปสู่ใบปริญญาของผู้เรียน หากเป็นความรู้ที่เต็มไปด้วยพลังแห่งการต่อสู้และความรู้ที่มีความหมายต่อคนในสังคม อันเป็นสิ่งที่เรามักไม่ค่อยได้เห็นกันมากสักเท่าไหร่ในห้วงเวลาปัจจุบัน

หากจะพอบอกได้ว่าอะไรคือสิ่งที่อาจารย์สมเกียรติได้ทิ้งไว้เบื้องหลัง การยืนยันในความรู้ตามแบบที่ได้ดำเนินชีวิตมาโดยตลอดของเขาก็เป็นสิ่งที่ท้าทายต่อความเข้าใจในเรื่อง “ความรู้” ของปัญญาชนและคนในมหาวิทยาลัยในสังคมไทยอย่างสำคัญ

supreme

supreme  Author Life Style  Joined: 19 May 2003 Posts: 235
Display posts from previous:   
   ARTgazine Articles -> Thai Artist : Life Style
   Page 1 of 1   Post new topic Reply to topic
View previous topic :: View next topic  
Jump to:  



Powered by phpBB © 2001, 2005 phpBB Group
ALL rights reserved.www. ArtGaZine .com. thailand