ARTgazine Articles
ความรอบรู้ ในบริบทแห่งศิลปะ
Log in
Register
Gallery
  • Gallery
  • Article
  • blogART
  • About
  • Concact
 
NEW ArchivesNew ImagesTOP ImagesTop uploadersAll imagesAll comments
บทความศิลปะ ART NEWS บทความ ทั่วไป ทฤษฎี นาคปรก นาคแปลง นิทรรศการ - ข่าวประชาสัมพันธ์
Blogger writes about Thailand is ART.!Click here
About Hello Artist!
EMIL,TO aRTGAZINE contact such as for your site.Concact
 
  ในบทละครของ 'ทมยันตี'
   ARTgazine Articles -> Thai Artist : Life Style
View previous topic :: View next topic  
PostPosted: Mon Nov 03, 2008 9:19 am  |Message|   Post subject: ในบทละครของ 'ทมยันตี' Reply with quote

'รายากูนิง' รอยรักแห่งประวัติศาสตร์รัฐปัตตานี
ในบทละครของ 'ทมยันตี'
อิสรีอิน : รายงาน
โดย : กรุงเทพธุรกิจ จุดประกาย วรรณกรรม ปีที่ 20 ฉบับที่ 7073
วันอาทิตย์ที่ 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2551


เมื่อ 'ทมยันตี' สะบัดปลายปากกา...ทุกคนต้องหยุดอ่าน!!

คำกล่าวนี้คงไม่เกินจริงนัก สำหรับคุณหญิงนักเขียนคนนี้ โดยเฉพาะล่าสุดกับการเขียนบทละครอิงประวัติศาสตร์เรื่อง รายากูนิง ...เพราะยังมิทันที่ค่ายกันตนาจะเปิดกล้องถ่ายทำด้วยซ้ำ ละครเรื่องนี้ ก็ถูกจับตามองไปทั่วสารทิศแล้ว

นอกเหนือไปจากความเป็น 'ทมยันตี' ที่ฝากฝีมือไว้กับนวนิยายอิงประวัติศาสตร์ไว้หลายเรื่องแล้ว อีกประการหนึ่งเป็นเรื่องของเนื้อหาที่ค่อนข้างละเอียด และอ่อนไหวต่อความเข้าใจของคนในชาติอย่างยิ่ง

ด้วยละครเรื่องนี้จะพาไปรู้จัก รัฐปัตตานี ดินแดนทางใต้ที่เคยรุ่งเรืองในอดีตราว 400 ปีที่แล้ว ซึ่งมีพระราชินีปกครองบ้านเมืองอย่างยิ่งใหญ่ถึง 4 พระองค์ โดยเฉพาะองค์สุดท้ายแห่งราชวงศ์ศรีวังสา พระนามว่า รายากูนิง นั้น ทรงพระอัจฉริยภาพยิ่ง และเป็นผู้นำมาซึ่งสัมพันธไมตรีอันงดงามลึกซึ้งระหว่างรัฐปัตตานีและสยามในสมัยพระเจ้าปราสาททอง

ทว่าหลักฐานที่จะสืบค้นไปยังห้วงประวัติศาสตร์ดังกล่าวกลับมีบันทึกเป็นภาษาไทยน้อยเต็มที ส่วนใหญ่เป็นภาษามลายู ซึ่งทมยันตีเองก็ยอมรับเช่นกัน ว่า อุปสรรคอย่างหนึ่งที่ทำให้เธอเกือบถอดใจไปช่วงหนึ่ง คือเรื่องของภาษานั่นเอง

แต่แล้ววันหนึ่งกลับตัดสินใจมาเขียนอย่างจริงจัง ถึงกับวางความตั้งใจแต่เดิมที่เคยประกาศว่าอายุครบ 70 ปีเมื่อใด เธอจะเขียนจอมศาสดาเป็นเล่มสุดท้ายก่อนมุ่งสู่วิธีแห่งธรรม แต่พอถึงเวลาเข้าจริงๆ กลับมีเหตุให้เธอเปลี่ยนใจจนได้ แสดงว่า 'รายากูนิง' คงต้องมีความพิเศษอะไรบางอย่าง จนทำให้คนที่มุ่งมั่นคนนี้ ต้องละและวางความปรารถนาส่วนตนไว้ก่อนเช่นนี้

-1-

(สานพลัง)

"ชีวิต คือ หน้าที่"

เป็นคำตอบสั้นๆ แต่มีความหมายที่ 'ทมยันตี' หรือ 'คุณหญิงวิมล ศิริไพบูลย์' หรือ 'ป้าอี๊ด' ที่หลายคนคุ้นเคย ได้บอกครั้งแล้วครั้งเล่า

"อยากจะเล่าถึงความงดงามระหว่างสองราชสำนักที่ไม่ก้าวก่ายซึ่งกัน เหลือแต่สัมพันธไมตรี ซึ่งละครเรื่องก็จะตั้งคำถามกับคนปัจจุบันด้วยว่า วันนี้ เรามีไมตรีอย่างนั้นในหัวใจกันอยู่หรือไม่..."

คุณหญิงนักเขียน เปิดฉากความตั้งใจด้วยน้ำเสียงอ่อนหวาน

ในแง่การทำงานจึงน่าสนใจอย่างยิ่ง ด้วยครั้งนี้ประกาศแต่เริ่มต้น ว่า ทำหน้าที่เล็กๆ มิได้สำคัญอื่นใดเลย เป็นเพียง 'ผู้จุดประกาย' เท่านั้น

อีกทั้งเมื่อบทประพันธ์สิ้นสุด จะเผยแพร่ครั้งใด ต้องไม่ใช่แค่ 'ทมยันตี' แต่ต้องมีชื่อของ รศ.ดร.ครองชัย หัตถา และ รศ.ดร.รัตติยา สาและ ร่วมอยู่ด้วย ไม่ว่าจะเป็นบทละคร หรือเขียนเป็นเล่มต่อไปในภายภาคหน้า

"ถ้าไม่ขึ้นชื่อทั้งสามแบบนี้ มีเรื่องกับดิฉันแน่"

คนพูดทำเสียงเข้มย้ำถึงการเอาจริง เพราะครั้งนี้ทำงานกันเป็นหมู่คณะ หาใช่ฉายเดี่ยวแบบเดิมอย่างที่เคยเป็นมา

แต่เคียงข้างด้วย รศ.ดร.ครองชัย หัตถา ผู้เชี่ยวชาญด้านประวัติศาสตร์ปัตตานี จากมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ และรศ.ดร.รัตติยา สาและ ผู้เชี่ยวชาญด้านวรรณคดีมลายูศึกษา และวิถีชีวิตมลายู ที่สอนอยู่มหาวิทยาลัยทักษิณ

"เพราะเจอกับอาจารย์ทั้งสองท่านนี้ ดิฉันจึงอยากทำงานชิ้นนี้" ป้าอี๊ดบอกเล่าถึงจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญ

"ละครเรื่องนี้จะสมบูรณ์หรือไม่นั้น ไม่ใช่ทมยันตี ดิฉันเป็นเพียงผู้จุดประกาย แต่คนที่จะทำงานนี้ได้งดงามและถูกต้องที่สุด อยู่ที่อาจารย์รัตติยาและอาจารย์ครองชัย"

หากเปรียบการเขียนบทละครดั่งการถักทอผ้าสักผืนหนึ่งแล้ว ป้าอี๊ดทำหน้าที่เป็นผู้ถักทอเท่านั้น หากแต่ความแข็งแรงมั่นคงก็ต้องอาศัยข้อมูลจากอาจารย์ครองชัยซึ่งเปรียบประดุจ 'ด้ายยืน' ส่วนลวดลายแห่งวิถีมลายูทั้งปวงจะงดงามหลากสีสันเพียงใดขึ้นอยู่กับอาจารย์รัตติยาซึ่งเปรียบเสมือน 'ด้ายพุ่ง'

"การทำงานครั้งนี้ ดิฉันเอาเค้าโครงของอาจารย์ครองชัยมา 'แตก' คือเค้าโครงของท่านเป็นแบบนักวิชาการ แต่ดิฉันเอาของนักวิชาการมาสาน นักวิชาการทำอะไรเป็นสาย แล้วต้องตรง แต่ดิฉันมีหน้าที่นำมาสอดสานเป็นลวดลายมองเป็นผืนผ้า แต่คนที่จะสอดลายได้นั้น ต้องรู้ว่าทางใต้เขาลายอย่างไร ดิฉันมีหน้าที่ฟัง แล้วขดลายของดิฉันให้เป็นลายอย่างที่อาจารย์รัตติยาต้องการ ดิฉันจึงมีหน้าที่จับด้ายยืนกับมองลายผ้า มาทอให้งดงามที่สุดเท่านั้นเอง

ดิฉันมีหน้าที่ฟังและเก็บของเขามาเท่านั้น แต่ถ้าจะบอกก็คือดิฉันเก็บเก่งเท่านั้นเอง นอกนั้นดิฉันไม่ได้เก่งอะไรเลย เป็นเพียงการฟังคนนั้นทีคนนี้ทีเท่านั้นเอง"

อย่างไรก็ดี แม้จะออกปากว่าแค่ 'คนทอ' แต่การสืบค้นข้อมูลไม่แพ้การทำงานแบบเดิมเลยสักนิด โดยเฉพาะการซักถามข้อมูลแบบละเอียดยิบนั้น อาจารย์ทั้งสองท่านน่าจะรู้ซึ้งไปเรียบร้อยแล้วที่ว่า "ซักไม่ขาว ไม่เลิก" ของป้าอี๊ดนั้นเป็นอย่างไร

สิ่งหนึ่งที่ป้าอี๊ดถาม รศ.ดร.รัตติยา มากๆ คือ ความยิ่งใหญ่และความพิเศษของรายากูนิงว่ารอบด้านเพียงใด จนได้คำตอบ

"รายากูนิงเป็นผู้หญิงเก่งรู้ทันคน แล้วสามารถครองแผ่นดินด้วยหัตถาของสตรี ซึ่งนุ่มนวลดุจดั่งผ้าไหม ด้วยผ้าไหมนั้น พันคอก็ได้ อบอุ่นลื่นสลวย แต่ขณะเดียวกัน ถ้าวางใจผ้าไหมเมื่อใด-ตาย"

แต่เรื่องนี้ ทมยันตีจะพาไปรู้จักรอบด้าน มิใช่เพียงรายากูนิงด้านเดียว

"ดิฉันจะอวดความงดงามของศิลปะของปัตตานี และความยิ่งใหญ่ของดินแดนตรงนี้ให้ประชาชนชาวสยามทั้งหมดได้ปลาบปลื้มว่า จากอยุธยาถึงปัตตานี เคยมีความงดงาม เคยมีหัวใจต่อกันอย่างไร เราจะได้เห็นบุหงามาศ บุหงาตันหยง แล้วดอกไม้นั้นก็จะร่วงลงเป็นดอกไม้ ซึ่งอยู่ในหัวใจของชาวสยามและปัตตานี ละครเรื่องนี้จะบอกให้ว่าดอกไม้ดอกนั้นมีความงดงามอย่างไร ยามมีสัมพันธไมตรี และยามโรยราห่างกันนั้น ต้องเสียน้ำตาให้แก่กันมากแค่ไหน" เอ่ยถึงตรงนี้น้ำเสียงป้าอี๊ดฟังดูแล้วเศร้าสร้อยยิ่งนัก

-2-

(คลี่ปมประวัติศาสตร์)

เมื่อป้าอี๊ดฝากหวังไว้เช่นนี้ อาจารย์ทั้งสองท่านจึงทั้งหนักใจ และภูมิใจกับภารกิจครั้งนี้ไม่ย่อหย่อนไปกว่ากัน

ในฐานะที่มีผลงานวิชาการหลายเรื่อง รศ.ดร.ครองชัย จึงฉายฉากประวัติศาสตร์ได้ดีที่สุด เพราะเขียนมาแล้วหลายเล่ม อาทิเช่น กรือเซะ-มรดกอารยธรรมปัตตานี ประวัติศาสตร์ปัตตานี สมัยอาณาจักรโบราณถึงการปกครอง 7 หัวเมือง ลังกาสุกะ มรดกอารยธรรมคาบสมุทรมลาย เป็นต้น

"ละครเรื่องนี้เป็นเพียงช่วงสั้นๆ ของความจริงในประวัติศาสตร์ปัตตานี ในฐานะที่เป็นส่วนหนึ่งของสยาม"

ช่วงสั้นๆ ของนักวิชาการท่านนี้คือ 36 ปี กินเวลา 2 รัชสมัย คือ รายาอูงู กับ รายากูนิง แต่ประวัติศาสตร์ที่เป็นตัวตนเนื้อแท้ของปัตตานีที่ร่วมสมัยกับอยุธยานั้น ยาวนานถึง 308 ปี

อย่างไรก็ดี จากการศึกษาจากหลักฐานไทยพบว่ามีน้อยมาก แทบไม่ได้บันทึกไว้เลย สาเหตุประการหนึ่งน่าจะเป็นเพราะช่วงนั้นอยุธยามีศึกษาฝ่ายเหนือ จึงเป็นได้ที่ละเลยรัฐปัตตานีซึ่งเป็นหัวเมืองทางใต้ไป ความสัมพันธ์กับอยุธยาจึงมีทั้งดีและไม่ดี แต่ช่วงที่ดีและงดงามที่สุด คือรัชสมัยรายากูนิง ที่ได้มาเจริญสัมพันธไมตรีกับพระเจ้าปราสาททองถึงอยุธยาเลยทีเดียว

"เราต้องอาศัยประวัติศาสตร์ท้องถิ่นมาเสริมความเป็นประวัติศาสตร์ไทย ด้วย 308 ปี เราแทบไม่ได้รับรู้อะไรเลย มาถึงวันนี้ งานวิชาการดีขึ้น การค้นหาหลักฐานก็มากขึ้นตามลำดับ คิดว่าน่าจะถึงเวลาที่จะฉายภาพช่วงหนึ่งของประเทศไทย โดยเฉพาะทางใต้ของไทย ว่า 'ด้ามขวาน' ตัวตนแท้จริงเขาเป็นอย่างไร ประกอบด้วย เนื้อไม้ เมล็ด กิ่ง พันธุ์ และมีลูกหลานสืบทอดมาถึงปัจจุบันอย่างไร"

รศ.ดร.ครองชัย กล่าวยาวเหยียด เพราะเป็นคนหนึ่งที่พยายามกระตุ้นให้เห็นความสำคัญของหลักฐานท้องถิ่น ซึ่งล่าสุดนี้ อาจารย์อยู่ระหว่างการขุดหาร่องรอยวัดเก่ารอบมัสยิดกรือเซะ ที่จะเป็นหลักฐานบ่งบอกว่า ในครั้งอดีตนั้น ในรัฐปัตตานีมีผู้คนอยู่ร่วมกันหลากหลายเพียงใดนั่นเอง

สำหรับ รายากูนิง (Raja Kunning) เป็นชื่อของกษัตริยาองค์สุดท้ายของราชวงศ์ศรีวังสา ผู้ครองรัฐปัตตานี ราวปี 2178-2229 ซึ่งเป็นยุคที่มั่งคั่งที่สุดในบรรดากษัตริย์สี่องค์สุดท้ายที่เป็นสตรี (พ.ศ.2043-2229)

"ท่านเป็นผู้หญิงเก่งค่ะ มีมาดนักธุรกิจ และลักษณะความเป็นผู้นำทางการเมืองด้วย แต่ไม่ดุ คนที่ชอบอยู่กับละครการร้องรำไม่ดุแน่ คิดว่าถ้าดุมากคงเป็นนักธุรกิจที่ไปไม่รอด"

รศ.ดร.รัตติยา อธิบายถึงลักษณะแห่งรายากูนิง แต่ชะตากรรมของเจ้าหญิงแสนสวยนี้กลับน่าเศร้า พระองค์เป็นธิดาของเจ้าเมืองปะหังกับรายาอูงู พอครบ 12 ขวบก็ตามแม่กลับมาอยู่ปัตตานี และถูกบังคับให้แต่งงานถึงสองครั้ง ครั้งแรกกับออกญาเดโชเพื่อคานอำนาจกับอยุธยา อีกครั้งกับเจ้าชายแห่งเมืองยะโฮร์ แต่อาภัพ เจ้าเมืองยะโฮร์กลับหลงเสน่ห์นางระบำ จนมิอาจเคียงคู่กัน แต่ช่วงชีวิตหนึ่งได้เสด็จไปอยุธยาด้วย สำหรับบั้นปลายชีวิตได้สละราชสมบัติทั้งหมดให้กับแผ่นดิน และสิ้นชีวิตเงียบๆ ที่กลันตัน

สำหรับเค้าโครงหลักๆ นี้ ปรากฏในหลักฐานทางประวัติศาสตร์ภาษามลายูหลายเล่มคล้ายๆ กันเช่นนี้ แต่ส่วนรายละเอียดอื่นๆ ขึ้นอยู่กับผู้บันทึกแต่ละเล่ม แต่สำหรับอาจารย์ทั้งสองท่านนี้ได้ศึกษาจากหลักๆ อาทิเช่น ฮิกายัตปตานี (Hikayat Patani) ฮิกายัต สึรี รามา (Hikayat seri Rama) วรรณกรรมภาษามลายู รวมไปถึงหนังสือ สือฌารัฮ กือราฌาอัน มลายู ปตานี (Sejarah Kerajaan Meleyu Patani) และเอกสารพงศาวดารปตานีเก่าแก่ที่ชื่อ ตาริค ฟาฏานี (Tarikh Fathani) เป็นต้น

เรื่องราวประทับใจที่ตรงกันของอาจารย์ทั้งท่าน คือกุศโลบายต่างๆ ต่อบ้านเมือง โดยเฉพาะความพยายามที่จะสร้างฐานะของตนเอง

"ครั้งครองราชย์ไม่นำเงินแผ่นดินมาใช้เลย มีแต่การสร้างสวน ส่งเสริมคนทางด้านเกษตรแล้วช่วยกันทำมาค้าขาย แล้วนำรายได้ส่วนนั้นมาจุนเจือข้าราชบริพารในวัง ท่านจึงเป็นนักธุรกิจตัวยงด้วย เจ้าของเดินเรือสมุทรเป็นผู้หญิงแกร่งคนหนึ่ง แม้ไม่ประสบผลสำเร็จด้านความรัก แต่เป็นที่รักของประชาชนอย่างยิ่ง" รศ.ดร.รัตติยาอธิบาย

ขณะที่ รศ.ดร.ครองชัย เสริมต่อว่า สะท้อนให้เห็นว่าพระองค์เข้มแข็งด้วยตนเองอย่างไร ซึ่งทุกวันนี้ที่อำเภอยะรัง ยังมีการพูดถึงว่าสะท้อนถึง 'สวนของรายา' อยู่เลย เมื่อสืบค้นจึงพบว่าเป็นสวนของรายากูนิงเมื่อครั้งอดีตนั่นเอง

สีสันที่คนศึกษาวรรณคดีมลายูมาค่อนชีวิต จึงอยากเห็นความงามในทุกๆ ด้านของสตรีสมัยนั้นได้ปรากฏเป็นภาพ ด้วยมุ่งหวังสื่อถึงสตรีปัจจุบันได้เห็นว่า ความเป็นผู้หญิงแท้จริง โดยมีรายากูนิงเป็นแบบอย่าง

"ปัตตานีเป็นเมืองที่ผู้หญิงที่ไม่ขี้เกียจ มีความอดทนสูง เป็นนักธุรกิจ เพราะฉะนั้น เป็นแนวหน้ามาตลอด และถ้าเรามาดูผู้หญิงสมัยนี้ก็ยังใช่อยู่ เพราะผู้หญิงปัตตานีปัจจุบัน ไม่ใช่คนงอมืองอเท้า ความเป็นนักธุรกิจยังอยู่ในสายเลือดอยู่ มีความรับผิดชอบสูง เพราะฉะนั้น มีความรู้สึกว่ารายากูนิงน่าจะเป็นตัวแทนผู้หญิงปัตตานีได้ดีมากๆ" รศ.ดร.รัตติยากล่าว

พร้อมชี้แจงว่า หากใครเข้าใจว่า 'รายากูนิง' เป็นละครดับไฟใต้นั้น ถือว่าเข้าใจไม่ตรงกันแล้ว หากแต่เป็นเรื่องราวที่จะพาไปแนะนำพื้นที่หนึ่ง คนไทยกลุ่มหนึ่ง ที่อยู่ร่วมแผ่นดินเดียวกันมายาวนาน เพียงแต่ต่างกันที่ศาสนา

"ให้คนที่อื่นๆ ได้มีความรู้และรู้จักว่า คนกลุ่มนี้จริงๆ แล้ว เขามีอดีตของเขา และเขาอยู่ที่นี่ เติบโตสืบทอดทายาทมาหลายรุ่นแล้ว และก็อยู่บนผืนแผ่นดินนี้เหมือนกัน ไม่ใช่คนที่มาจากที่อื่น เพราะฉะนั้นละครเรื่องนี้เราต้องการสะท้อนให้เห็นว่า จริงๆ แล้ว สยามกับปัตตานีในอดีต ไม่ใช่ว่าเป็นศัตรูกันตลอด ในภาพซ้อนที่มองว่าขัดแย้งกัน ก็ยังมีเยื่อใยกันอยู่ในบางมุม"

แต่ละครก็คือละคร ไม่ใช่ตำราประวัติศาสตร์ จึงแนะวิธีดูเรื่องนี้ด้วยว่า ขอผู้ชมอย่าด่วนโกรธหรือไม่พอใจ แต่ให้ดูทั้งเรื่องและอย่างต่อเนื่องก่อนจะบอกว่า 'ดี-ไม่ดี' หรือ 'ชอบ-ไม่ชอบ' เพราะจากส่วนลึกของหัวใจในฐานะคนที่เป็นครู คือวาดหวังให้ความรู้ทั้งด้านประวัติศาสตร์และวรรณคดีได้มีโอกาสเบ่งบานและศึกษากันกว้างขวางต่อไป ด้วยท้ายที่สุด มิอาจเป็นอื่นนอกจากความเข้าใจซึ่งกันและกัน โดยประวัติศาสตร์เป็นกุญแจนำทางไปสู่ปมปัญหาต่างๆ

"ถ้าละครออกไปแล้วผู้ชมไม่มีอคติ ดูอย่างเป็นกลาง คิดว่ามันจะได้ประโยชน์มากกว่าเสีย จะได้ความรู้สึกที่ดีมากกว่าด้านไม่ดี" รศ.ดร.รัตติยากล่าวด้วยความเชื่อมั่นในพลังวรรณกรรม

"ดิฉันเชื่อว่าวรรณคดีที่ผู้อาวุโสสร้างจากรุ่นสืบรุ่นนั้นเป็นมรดกที่มีคุณค่า คงไม่มีผู้อาวุโสท่านไหน ที่จะทิ้งมรดกให้คนรุ่นหลังหรือลูกหลานเป็นอันตราย ก็คิดว่าท่านต้องซ่อนอะไรดีๆ ไว้ เว้นแต่ว่าลูกหลานจะเข้ามาถึงหรือเปล่าเท่านั้นเอง"

ด้าน รศ.ดร.ครองชัยเห็นดีด้วยว่า การศึกษาประวัติศาสตร์นั้น นอกจากต้องตีความแล้วยังต้องศึกษาให้รอบด้าน ไม่ใช่ตัดตอนเฉพาะช่วงใดช่วงหนึ่ง มิเช่นนั้น ความรู้ส่วนนี้ก็มิอาจส่งทอดต่อไปยังรุ่นหลังได้ครบถ้วน

-3-

(รับใช้แผ่นดิน)

จะว่าไปแล้ว นี่ไม่ใช่ครั้งแรกของการเว้นวรรคความตั้งใจส่วนตนไว้ก่อน หากแต่เมื่อสองปีที่แล้วเคยเกิดขึ้นมาแล้ว นั่นคืองาน 'แลไฟใต้' ที่หลายคนคงจำได้

ครั้งนั้นป้าอี๊ดเป็นโต้โผจัดเองเป็นวาระพิเศษ หลังจากได้ลงพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้แล้วได้พบเห็นภาพต่างๆ จนหัวใจมิอาจทานทนได้ จึงกลับมาเล่าให้คนเมืองในกรุงเทพฯ ได้ฟังบ้าง พร้อมเชิญการแสดงลิเกฮูลูอันสวยงามมาให้ชมเป็นขวัญตาด้วยว่างดงามเพียงใด รายได้นำทูลเกล้าฯ ถวายสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ในโครงการหมู่บ้านแม่ม่าย

"ดิฉันจะเดินเข้าวัดได้หรือถ้าดิฉันหันดูคนพวกนี้ น้ำตายังเป็นสายเลือดอยู่" คุณหญิงนักเขียนใหม่หมาดปีนั้น ตอกย้ำถึงความตั้งใจ

"ตระกูลของดิฉันก็สอนกันมาอย่างนั้น ให้รักแผ่นดิน ไม่มีเจ้าฟ้า เจ้าแผ่นดินดูแลเรา เราจะเป็นสุขได้อย่างไร"

ในเรื่องความรักแผ่นดินของทมยันตีนั้นเปี่ยมล้นอย่างมิต้องสงสัย จากเติบโตมาในตระกูลคุณพ่อเป็นทหาร ส่วนคุณแม่เป็นชาววัง จึงได้รับการปลูกฝังเรื่องเกียรติศักดิ์ของทหาร คือ การรักษาแผ่นดิน และการรู้จักคุณของข้าวแดงแกงร้อนที่รดหัวมาแต่อ้อนแต่ออก ฉะนั้นชีวิตห้วงหนึ่งในปี 2519 ที่ไปทำงานการข่าวให้กับทหาร เธอจึงถือว่าเป็นเพราะความรักในแผ่นดินโดยแท้ ถึงกับบอกว่า "ความผิดของดิฉันมีอย่างเดียว คือ รักแผ่นดิน" แต่หลังจากไปทำงานการเมืองเกือบ 10 ปี จึงคืนถนนนักเขียน

โดยเฉพาะนิยายอิงประวัติศาสตร์ที่กว่าจะออกมาได้ผ่านการสืบค้นข้อมูลอย่างหนัก จนได้ฉายาว่า 'จอมข้อมูล' ไปเลยทีเดียว

เฉกเช่นนั้นครั้งนี้ที่มาเขียนเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ทางใต้ แม้ติดขัดเห็นๆ 3 เรื่อง คือ ภาษา วัฒนธรรม (มลายู) และศาสนา ก็อาศัยการอ่านทุกด้าน บวกคุยกับผู้รู้ในเรื่องนั้นๆ

"เวลาทำเรื่องอะไรดิฉันค้นอย่างจริงจัง บางทีอ่านไปทั้งเล่มเอามาใช้แค่นิดเดียว ถ้ารู้ไม่จริงไม่ได้ ต้องรู้ลึก"

ก่อนเขียนจึงนึกขึ้นมาได้ว่า ตนเองเคยมีความทรงจำที่งดงามกับแดนใต้มายาวนานแล้ว เริ่มแต่คราครั้งเป็นเด็กหญิงก็ว่าได้

ครั้งนั้นจำได้ว่า เมื่อพี่ชายกลับจากแดนใต้ มีน้ำหอมมาฝากสองขวด ขวดหนึ่งชื่อบุหงาตันหยง อีกขวดชื่อบุหงารำไป แม้ชื่อต่างกันแต่จำกลิ่นหอมได้ไม่เคยลืม พอโตขึ้นมา ไปวัดกับยาย พอผ่านกระทรวงกลาโหมครั้งใด ยายชี้ให้ดูปืนใหญ่แล้วบอก "พระราชินีทางใต้ท่านสร้าง" เด็กหญิงนึกสงสัยอยู่นาน กระทั่งวันที่เขียนเรื่องออกญายามาดะ ที่ต้องตามรอยชีวิตของออกญายามาดะจากอยุธยาไปจนถึงวาระสุดท้ายของออกญาท่านนี้ที่เมืองลิกอร์หรือจังหวัดนครศรีธรรมราชในปัจจุบัน เมื่อนั้นเองจึงเจอเรื่องราวของกรือเซะ

บวกกับแรงบันดาลใจครั้งลงพื้นที่ภาคใต้หลายครั้ง และป้าอี๊ดในฐานะที่ชื่นชมผู้หญิงเก่งอยู่แล้ว พอได้รับรู้เรื่องราวของกษัตริยาแห่งรัฐปัตตานีที่มีมากถึง 4 พระองค์ ยิ่งสนใจใหญ่ ขณะเดียวกันก็เศร้าด้วย

"เรารับประวัติศาสตร์ทางเชียงใหม่ได้ทุกอย่าง เรานับถือเจ้าหลวงของเชียงใหม่ได้ เมื่อเดินไปปัตตานี หัวใจหายวาบ แผ่นดินตรงนั้นเคยรุ่งเรือง บัดนี้มิมีร่องรอย ทำไมเรารับความยิ่งใหญ่ของแผ่นดินตรงนั้นไม่ได้...." ป้าอี๊ดเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงแห้งโหย

จากนั้นจึงอ่านและอ่าน ด้วยมุ่งหวังว่า อ่านมาก ถามมาก แล้วจะรับรู้ภาษานั้นไปโดยปริยาย ดังเช่นที่ป้าอี๊ดทำเรื่องเวียงกุมกาม ตะลุยอ่านตำราโบราณหลายฉบับ จนอู้ภาษากำเมืองของคนเหนือได้แล้วอย่างสบายๆ

รวมไปถึงภาษาสันสกฤตและขอมโบราณก็อ่านจนเก่งด้วยตนเองมาแล้ว คราวที่เขียนสุริยวรมัน ...แต่เมื่อมุ่งลงแดนใต้ ป้าอี๊ดบอก "หมดท่าเลย" เจอะภาษามลายูได้แต่นั่งดูเพราะไม่เข้าใจ

ดังนั้น ของเล่นประจำตัวป้าอี๊ดจึงเป็นพจนานุกรมไทย-มลายู เช่นครั้งหนึ่งที่ซื้อพจนานุกรมภาษาล้านนาฉบับแม่ฟ้าหลวงมานั่งอ่าน

"ผู้หญิงคนนี้ไม่เลิกอะไรง่ายๆ หรอก" ป้าอี๊ดย้ำถึงความตั้งใจด้วยน้ำเสียงซนๆ ว่ายังไงจะเขียนเรื่องราวเกี่ยวกับอาณาจักรศรีวิชัยให้ได้ และแล้วทุกอย่างก็ชัดเจนยิ่งขึ้น เมื่อได้พบปะและร่วมทางกับอาจารย์จากแดนใต้ทั้งสองท่าน กระทั่งตัวละครของป้าอี๊ดเต้นออกมาในที่สุด

"สังคมจะอยู่ได้และเป็นสุขด้วย Love to give but not take รักคือการให้ รักคือการเอื้อ เอื้อแปลว่าตอบแทนซึ่งกันและกัน ไม่ใช่มีแต่ให้อย่างเดียว วันนี้ดิฉันเชื่อว่าละครเรื่องนี้ได้ทำตามที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงรับสั่ง ให้เราเข้าใจกัน เราเข้าถึงกัน ความเข้าใจและความเข้าถึงอันนั้นจะเกิดการสมานฉันท์ที่ดี

ดิฉันหวังว่าเราจะเอื้ออาทรซึ่งกัน หนักนิดเบาหน่อย เราจะยอมรับมัน ข้อสำคัญ ยอมรับว่าครั้งหนึ่งปัตตานียิ่งใหญ่ ยอมรับศิลปะความงามและวัฒนธรรมที่ไม่มีที่ใดเสมอเหมือน และเราจะนำวัฒนธรรมเหล่านั้น กลับเข้ามาสู่ปัจจุบันอีกครั้งหนึ่ง" ป้าอี๊ดกล่าวถึงความคาดหวัง

สำหรับ รศ.ดร.รัตติยา แล้ว แม้จะต้องเดินทางขึ้นๆ ลงๆ เพื่อร่วมเขียนบทเพียงใดก็ตาม ถือว่าเต็มใจยิ่ง

"เวลาเราดูละครหรือภาพยนตร์ที่เกี่ยวกับประวัติศาสตร์เพื่อนบ้าน หรือราชอาณาจักรในอดีต เราก็ได้แต่เฝ้ารออยู่ว่าเมื่อใดหนอจะมีใครสักคนหนึ่ง ที่เข้าถึงสิ่งเหล่านี้และเกิดจินตนาการให้มันออกมาอย่างอ่อนหวาน เพราะเชื่อเหลือเกินว่างานทางใต้จำเป็นต้องขุดลึก เนื่องจากมันจมไปนานมากแล้ว"

รศ.ดร.รัตติยา กล่าวด้วยความดีใจ ในฐานะคนท้องถิ่นและศึกษาด้านนี้มาโดยตรง พอได้รับการติดต่อจึงตอบรับโดยแทบไม่ต้องคิดให้เสียเวลาเลยทีเดียว เพราะถือเป็นงานที่ท้าทายตัวเองมากด้วย สำหรับภารกิจเพื่อแผ่นดินครั้งนี้

รายากูนิง จึงมิเพียงเป็นของขวัญสำหรับคนทำเท่านั้น หากแต่ยังหมายรวมถึงคนไทยทั้งชาติที่จะได้ร่วมเปิดประวัติศาสตร์หน้านี้ไปด้วยกัน โดยผ่านละครอิงประวัติศาสตร์เรื่องนี้ ดั่งที่ รศ.ดร.รัตติยาเชื่อมั่น

"ถ้าหลายคนช่วยกันฝันดีนะ มันต้องดีแน่"

หลังจากที่กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ โดย น.พ.พลเดช ปิ่นประทีป อดีตรัฐมนตรีว่าการให้การสนับสนุนจำนวน 15 ล้านบาทแล้ว ในเร็ววันนี้คงได้ชมอลังการงานของละครเรื่องนี้อย่างเต็มตาเสียที!! 0

supreme

supreme  Author newspaper  Joined: 16 Nov 2005 Posts: 1258
Display posts from previous:   
   ARTgazine Articles -> Thai Artist : Life Style
   Page 1 of 1   Post new topic Reply to topic
View previous topic :: View next topic  
Jump to:  



Powered by phpBB © 2001, 2005 phpBB Group
ALL rights reserved.www. ArtGaZine .com. thailand